ข่าว

“นิพิฏฐ์” ไม่หวั่นพรรคการเมืองใหม่ มั่นใจสู้กันไฟแลบ
06 มิ.ย. 2561

“นิพิฏฐ์” ไม่หวั่นพรรคการเมืองใหม่ มั่นใจสู้กันไฟแลบ


(6 มิ.ย.2561) นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการตรงไปตรงมา ทางสถานีวิทยุเอฟเอ็ม 101 ต่อกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย คำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 ว่า แม้ว่าเราไม่เห็นด้วย แต่เราก็ยอมรับคำวินิจฉัย เมื่อศาลตีความตรงกันข้ามกับที่เราคิด ก็ต้องยอมรับ และทำตัวให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

“เดิมเรามีสมาชิก 2 ล้าน 5 ซึ่งเป็นสมาชิกเก่า ตั้งแต่ผมเป็นนักการเมืองปีแรก จนถึงปีที่ 30 พรรคฯ ก็สะสมสมาชิกมาเรื่อยๆ ณ วันนี้เราได้ 9 หมื่นกว่า เราหายไป 2 ล้าน 4 โดยเฉพาะในเขตผม จาก 3 หมื่น เหลือกว่า 675 คน ผมเป็นนักการเมืองมาเกือบ 30 ปี ผมก็สะสมมาอย่างนี้ สุดท้ายก็หายไปหมดเลย ผมคิดว่าเป็นการรอนสิทธิ์สมาชิก แต่เมื่อศาลวินิจฉัยว่าไม่ได้เป็นการเพิ่มภาระ ไม่ได้เป็นการรอนสิทธิ์สมาชิกอะไร ก็ต้องยอมรับ หายก็หายไป”
นายนิพิฏฐ์กล่าวและว่าต่อจากนี้ไป เมื่อ คสช. ปลดล็อค ก็ต้องหาเพิ่มใหม่ แต่โอกาสที่จะเห็นพรรคการเมืองมีสมาชิกเป็นล้านนั้นหมดแล้ว

“แทนที่จะมีสมาชิกเยอะ เวลาเขาปฏิรูปต้องการให้คนมามีส่วนร่วมเยอะ แต่การปฏิรูปนี้มันตรงกันข้ามกัน ต่อไปนี้เราไปหาสมาชิกนั้นไม่มีแล้ว ที่จะมาเป็นหมื่นคน เขตหนึ่งเป็นหมื่นคนนั้นไม่มีแล้ว ผมฟันธงให้เลยว่าไม่มีแล้ว เปรียบเหมือนเราไปซื้อสินค้า สินค้าสวย ตัวสินค้ามีกล่อง มีตัวสินค้าอยู่ข้างในด้วย พรรคการเมืองก็เช่นเดียวกัน ชื่อพรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องมีสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ด้วย ถ้ามีเฉพาะชื่อพรรค แต่ว่าสมาชิกหายไป มันก็ไม่ใช่พรรคการเมือง พรรคการเมืองต้องประกอบด้วยสมาชิกด้วย”

ต่อคำถามที่ว่ากระทบกับการทำกิจกรรมทางการเมืองอย่างไรนั้น นายนิพิฏฐ์กล่าวว่า ความจริงพรรคการเมืองทำกิจกรรมของพรรคได้ง่าย แต่มันหลอกๆ ถ้าเราต้องการสมาชิกจริงๆ มันจะยาก
“พรรคการเมืองเดี๋ยวนี้ไม่ต้องการตั้งสาขาพรรคแล้ว เพราะสาขาพรรคต้องมีสมาชิก 500 คน 501 เป็นต้นไป แต่ต่อไปนี้จังหวัดหนึ่งก็จะหาเพียง 100 คนเท่านั้น เวลาทำไพรมารีก็ใช้ 100 คนนี้ ให้มาประชุมกันได้เกินกึ่งหนึ่ง ก็คือ 51 คน 51 คนนี้ทำไพรมารีว่าจะเอาคนไหนลง ส.ส. 51 คนไปเลือก ส.ส. ทั้ง 10 คน 10 เขตในจังหวัด อย่างนี้ประชาชนมีส่วนร่วมหรือไม่ ก็ต้องตอบตรงไปตรงมาว่าไม่ใช่การมีส่วนร่วม เพราะเวลาไปหาสมาชิกใหม่ 100 คน ทั้งจังหวัด เมียผมสมัครก่อน ลูกกี่คนก็เอามา หลานกี่คนก็เอามา เราก็เอาอย่างนี้ 100 คนที่ไม่ไปไหน แล้วทีนี้ก็ชี้ว่าเขตนั้นจะเอาใครลงผู้แทน 51 คน อันนี้หรือคือการปฏิรูป ผมว่าไม่ใช่เลยครับ แต่ว่าเมื่อกฎหมายเป็นอย่างนี้ เราก็ต้องทำตัวให้สอดคล้องคือไม่ต้องตั้งสาขาแล้ว”

ส่วนเรื่องความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไปนั้นนายนิพิฏฐ์กล่าวว่าเป็นเรื่องดี การมีพรรคใหม่เกิดขึ้นเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชน ไม่มีปัญหา อย่าไปคิดว่าเป็นพรรคสาขา พรรคสำรอง ก็ตอบว่าไม่ใช่ สู้กันไฟแลบ สู้กันจริงทั้งนั้น

“ผมนี้พูดตรงไปตรงมานะครับ จะบอกว่าไม่กระทบเลยนั้นมันไม่จริงหรอกครับ มันต้องบอกว่ากระทบแน่ เพราะมันฐานเดียวกัน แต่มันจะกระทบในระดับไหน กระทบจนกระทั่งเราแพ้ในเขตเลือกตั้งหรือเปล่านั้น ก็ต้องมาพิจารณากันว่าในระดับความเข้มข้นของผู้แทนราษฎรในแต่ละเขตนั้นไม่เท่ากัน บางเขตส่วนใหญ่แล้วเราชนะคู่ต่อสู้เขตละประมาณ 4 - 6 หมื่น แต่ว่าบางเขตในปักษ์ใต้ เราชนะไปพันนึง พันต้นๆ ก็มีเหมือนกัน อย่าง 3 จังหวัดพูดกันตรงๆ เราชนะมาบางเขตก็ไม่ถึงพัน บางเขตก็พันกว่า อันนี้กระทบแน่”

พร้อมทั้งระบุว่าความแตกต่างระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคใหม่คือ ประชาธิปัตย์ชัดเจนว่าไม่สนับสนุนคนนอกเป็นนายกรัฐมนตรี
“พรรคจะตั้งมาเพื่อรองรับใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้ พรรคต้องตั้งมาเพื่อรองรับประเทศชาติ รองรับนโยบายทางการเมือง สมมติว่าเราตั้งพรรคมาเพื่อรองรับใครคนใดคนหนึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วในระหว่างหาเสียงคนนั้นเกิดเป็นลมตายขึ้นมาจะทำยังไงล่ะครับ”

“เราเป็นพรรคใหญ่เยอะกว่าคนอื่นเขา ถือว่าเราเป็นผู้ใหญ่ เราเป็นพี่ใหญ่ เพราะฉะนั้นเล็กๆ น้อยๆ ผมถือว่าเราขอกันกินมากกว่านี้ไม่มีปัญหา ท่านจะสตาร์ทวิ่งไปก่อนเราก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้กำลังท่านอย่าตกก็แล้วกัน ผมไม่กังวล คิดว่าผู้ใหญ่ในพรรคฯ เองไม่กังวลว่าพรรคนั้นทำอย่างนั้นได้ พรรคนี้ทำอย่างนี้ไม่ได้ เราไม่กังวลหรอกครับ ผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้มันเล็กน้อยเกินไป และประชาชนก็หงุดหงิดกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ผมว่าเรื่องนี้เราไม่กังวลหรอก”

นายนิพิฏฐ์กล่าวว่า สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์จะเสนอหัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรีแน่นอน และในใจก็อยากให้มีนายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคติด 1 ใน 3 ด้วย

“ในการเลือกตั้งครั้งนี้มันต่างจากทุกครั้งคือ เราเสนอชื่อบุคคลที่เป็นนายกรัฐมนตรีได้ 3 คน ในแต่ละพรรค เพราะฉะนั้น 1 ใน 3 มีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีได้ทั้งนั้น สำหรับประชาธิปัตย์อันดับ 1 ก็เป็นหัวหน้าพรรคโดยกฎหมายอยู่แล้ว อันดับ 2 และ 3 ก็ต้องแล้วแต่มติที่ประชุมใหญ่ ใจผมตรงไปตรงมานะ ใจผมนี้ ผมอยากให้ท่านชวนติดเข้าไปด้วย ส่วนบุคคลที่ 3 ก็ว่ากันไปแล้วแต่สมาชิก แต่ใจผมนี้คิดว่าท่านชวนก็ควรจะเป็น 1 ใน 3 ที่จะติดเข้าไปด้วย เพราะว่าประชาชนก็ยังยอมรับท่านอยู่เยอะ และคิดว่าถ้าท่านชวนติด 1 ใน 3 ก็ไม่เสียคะแนน จากการที่ชื่อท่านติดเข้าไป แต่ท่านชวนเองก็อยากให้เป็นตามระบบ”

เมื่อถามความเห็นถึงพรรคอนาคตใหม่ที่มีความร้อนแรงในขณะนี้ นายนิพิฏฐ์กล่าวว่าไม่เป็นไร คนหนุ่มก็ต้องคิดอย่างนี้ ตนก็เคยคิดอย่างนั้นตอนเป็นนักการเมืองใหม่ๆ เพียงแต่คนหนุ่มเขาไม่เคยแก่ แต่ตนเป็นคนหนุ่มที่เคยหนุ่มมาก่อนเท่านั้น






ข่าวอื่นๆ