ข่าว

“จุรินทร์” ชี้ “หยุดรัฐประหาร – คืนอำนาจประชาชน – สร้างวัฒนธรรมการเมืองประชาธิปไตย” เพื่อก้าวไปสู่ประชาธิปไตยที่มั่นคง
02 พ.ค. 2561

“จุรินทร์” ชี้ “หยุดรัฐประหาร – คืนอำนาจประชาชน – สร้างวัฒนธรรมการเมืองประชาธิปไตย” เพื่อก้าวไปสู่ประชาธิปไตยที่มั่นคง


(2 พ.ค.2561) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เข้าร่วมอภิปรายที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วังน้อย พระนครศรีอยุธยา เมื่อเร็วๆ นี้  ในหัวข้อ ”ประเทศไทยกับการก้าวสู่ประชาธิปไตยที่มั่นคง” ว่า ประเทศไทยยังต้องใช้เวลาตามสมควร เมื่อย้อนกลับไปดูถึงปัญหาอุปสรรคใหญ่ของประชาธิปไตยไทยก็คือความไม่ต่อเนื่อง นับตั้งแต่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นประชาธิปไตยจนถึงวันนี้รวม 85 ปี มีการรัฐประหาร 13 ครั้ง โดยมีการยึดอำนาจเฉลี่ย 6.5 ปี ต่อครั้ง

นายจุรินทร์ กล่าวต่อไปว่า องคาพยพที่จะหยุดรัฐประหารนั้นมี 3 กลุ่ม ประกอบด้วย นักการเมือง ทหาร และประชาชน โดยทั้ง 3 องคาพยพนี้ต้องไปด้วยกัน และพร้อมเดินไปในแนวทางเดียวกันจึงจะหยุดรัฐประหารได้

โดยสิ่งที่นักการเมืองต้องทำเมื่อได้อำนาจมาก็คือ จะต้องไม่สร้างเงื่อนไขให้คนที่คิดยึดอำนาจสามารถนำไปกล่าวอ้างเพื่อยึดอำนาจได้ ซึ่งเมื่อได้ตรวจสอบดูว่าเงื่อนไขที่คนทำรัฐประหารนำไปกล่าวอ้างในการยึดอำนาจ จะพบว่าในช่วงหลังๆ มีอยู่อย่างน้อย 2 เรื่อง คือ
1. เพราะมีการใช้อำนาจในทางมิชอบ
2. การทุจริต คอร์รัปชัน

ยกตัวอย่างปี 2535 สมัย รสช. พล.อ. สุนทร คงสมพงษ์ กับคณะ ยึดอำนาจ มีเหตุผลสำคัญประการหนึ่งตอนนั้นคือ เพราะอ้างว่ารัฐบาลในขณะนั้นมีสภาพเป็นบุฟเฟ่ต์ คาบิเนต หรือมีการทุจริต คอร์รัปชัน ต่อมา 19 ก.ย. 2549 สมัยคณะ คมช. โดยพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ตอนนั้นมีเหตุผล 4 ข้อ 1. เพราะสังคมมีความแตกแยก 2. ก้าวล่วงสถาบัน และ 3. มีการแทรกแซงทุกองค์กร ใช้อำนาจโดยมิชอบ 4. มีการทุจริต คอร์รัปชัน ส่วนล่าสุดสมัย คสช. 24 พ.ค.2557 เมื่อลงลึกถึงที่มาต้นเหตุการรัฐประหาร เกิดขึ้นเพราะมีความพยายามที่จะผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งหมายถึงกฎหมายที่จะไปล้างผิดการทุจริต และการยึดทรัพย์ สุดท้ายเกิดความไม่สงบ และ คสช. ก็เข้ามายึดอำนาจ

ส่วนองคาพยพที่ 2 คือ ทหาร นายจุรินทร์มองว่า แม้จะมีเงื่อนไขเข้าทาง แต่ถ้าทหารไม่คิดทำปฏิวัติ การปฏิวัติก็ไม่เกิด หากทหารดำรงสถานะความเป็นทหารอาชีพ ยึดมั่นในวิถีทางประชาธิปไตย อดทนที่จะให้วิถีทางประชาธิปไตยแก้ปัญหาด้วยตัวของมัน การรัฐประหารก็คงจะเกิดได้ยากขึ้น

องคาพยพที่ 3 คือประชาชน ถ้ายึดอำนาจแล้วประชาชนไม่เอาด้วย ประชาชนไม่เห็นด้วย และต่อต้าน ก็คิดว่าการยึดอำนาจก็เกิดยาก เพราะฉะนั้น ประชาชนก็ต้องไม่ยอมรับการรัฐประหาร และต้องมีความคิดหวงแหนอำนาจที่ตนเองมี และเชื่อมั่นว่า วิถีทางประชาธิปไตย จะเป็นทางออกของปัญหาต่างๆ ด้วยตัวของมันเองได้

นายจุรินทร์มองว่า การจะก้าวไปสู่ประชาธิปไตยที่มั่นคงในอนาคตได้จะต้องมีการคืนอำนาจให้กับประชาชน และต้องสร้างกติกาที่เป็นประชาธิปไตย โดยกติกาใหญ่สุดคือรัฐธรรมนูญแต่ตอนนี้ต้องยอมรับความจริงว่ารัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตยเต็มใบจริงหรือไม่ โดยเฉพาะบทเฉพาะกาล ชี้ชัดว่าความเป็นประชาธิปไตย ทางวิชาการได้บังเกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญของเราหรือไม่ มีคำตอบในตัวรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว กฎหมายลูกที่ออกล้อมาตามรัฐธรรมนูญ ก็ดูเหมือนจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ ไม่ยุติธรรมกับพรรคการเมืองเดิม แต่เอื้อกับพรรคการเมืองใหม่ ก็เป็นประเด็นปัญหาที่ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมา รวมทั้งคำสั่ง คสช. หลายคำสั่ง ที่มีผลในการจำกัดสิทธิ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนในขณะนี้

ทั้งนี้นายจุรินทร์ยังระบุถึงหัวใจสำคัญของการก้าวไปสู่ประชาธิปไตยที่มั่นคงก็คือจะต้องร่วมกันสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นให้ได้ในสังคมไทย ต้องเปลี่ยนจากวัฒนธรรมการเมืองแบบอำนาจนิยม ไปเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยนิยมให้ได้ ไม่ใช่ทางทฤษฎีเท่านั้น แต่ต้องเป็นภาคปฏิบัติ ให้วิถีประชาธิปไตยลงลึกอยู่ในวิถีชีวิตของคนทุกหมู่ ทุกเหล่า ทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย เมื่อนั้นเราจะจึงจะก้าวไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่มั่นคงได้

“เราต้องเปลี่ยนความคิด ความเชื่อที่ว่า การรัฐประหารคือยาขนานวิเศษ สามารถรักษาทุกโรคได้ ซึ่งในโลกของความเป็นจริง จากการศึกษาประวัติศาสตร์ในประเทศไทยที่มีการรัฐประหารมา หากเราอ่านอย่างเข้าใจ เราจะพบความจริงว่า รัฐประหารเป็นเพียงยาแก้ปวด ชั่วคราว ไม่สามารถรักษาโรคระยะยาวอย่างยั่งยืนได้

โรคคอร์รัปชัน แก้ไม่ได้ด้วยการยึดอำนาจ เพราะระบบรัฐประหารไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลที่เป็นอิสระ เมื่อไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลที่เป็นอิสระ การทุจริต ก็มีโอกาสก่อเกิดได้เต็มบ้านเต็มเมือง

การปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย ก็แก้ไม่ได้ด้วยการยึดอำนาจ เพราะหลังยึดอำนาจทีไร รัฐธรรมนูญที่ออกมาถอยหลังทุกที ถอยหลังไปจากความเป็นประชาธิปไตย การปฏิรูปการเมืองในปัจจุบันไม่คืบ เพราะถ้าจะปฏิรูปการเมืองจริง มันจะไม่กระทบแต่นักการเมือง แต่จะกระทบไปถึงกระบวนการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารด้วย จะกระทบไปถึงกระบวนการ วิธีการใช้พลังดูดในทางการเมืองอย่างเป็นรูปธรรมด้วย การปฏิรูปการเมืองจึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้”

ทั้งนี้นายจุรินทร์กล่าวสรุปในช่วงท้ายว่า โจทย์ใหญ่ของเรา ณ เวลานี้ ขอแค่ก้าวข้ามจากความไม่เป็นประชาธิปไตย ไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยสักครี่งใบ ก็ยังถือว่ามีความคืบหน้า แต่แค่จะก้าวไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบในอนาคต เราก็ยังไม่รู้อนาคต เพราะฉะนั้นการจะก้าวไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่มั่นคงได้นั้น เรายังจะต้องร่วมกันฟันฝ่า ร่วมกันไปอีกยาวไกลพอสมควร




ข่าวอื่นๆ