ข่าว

“องอาจ” ระบุ กฎหมายพรรคการเมืองฉบับนี้ เน้นเรื่องสมาชิกเป็นสำคัญ ถ้าฐานสมาชิกไม่เรียบร้อยก็ทำอย่างอื่นต่อไม่ได้
15 พ.ย. 2560

“องอาจ” ระบุ กฎหมายพรรคการเมืองฉบับนี้ เน้นเรื่องสมาชิกเป็นสำคัญ ถ้าฐานสมาชิกไม่เรียบร้อยก็ทำอย่างอื่นต่อไม่ได้


(15 พฤศจิกายน 2560) นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการ 101 องศาข่าว ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 101 ในประเด็นที่เกี่ยวกับการปลดล็อคพรรคการเมืองว่า คงไม่ใช่เรื่องอยากให้ปลดล็อค หรือไม่อยากให้ปลดล็อค แต่เป็นไปตามกฎหมายมากกว่า เพราะกฎหมายพรรคการเมืองมีผลบังคับใช้ได้ประมาณเดือนกว่าที่ผ่านมา ดังนั้นการจะปลดล็อค หรือไม่ปลดล็อคนั้น พรรคการเมืองก็ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามที่กฎหมายพรรคการเมืองได้บัญญัติเอาไว้ว่าต้องทำอะไร ภายในระยะเวลากี่วัน

เมื่อสอบถามว่าหากปลดล็อควันนี้ประชาธิปัตย์จะทำอะไรนั้น นายองอาจกล่าวว่า สิ่งที่จะทำก็คือตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ โดยเฉพาะ 7 – 8 ข้อในบทเฉพาะกาล อันดับแรกก็ต้องทำให้เรื่องของทะเบียนสมาชิกเป็นไปตามความเป็นจริง กฎหมายพรรคการเมืองฉบับนี้ เรื่องของสมาชิกจะสำคัญมากเพราะสมาชิกจะโยงไปถึงเรื่องต่างๆ ทั้งหมด ทั้งเรื่องการจัดตั้งสาขาพรรค ทั้งเรื่องของการมีส่วนในการพิจารณาผู้สมัครรับเลือกตั้ง ที่เรียกว่าระบบไพรมารี การเข้าไปมีส่วนร่วมในการประชุมใหญ่ของพรรคการเมือง ซึ่งจะเป็นการประชุมเพื่อเลือกกรรมการบริหารพรรค เลือกหัวหน้าพรรค ออกข้อบังคับพรรค และอื่นๆ อีกมากตามที่กฎหมายพรรคการเมืองบัญญัติให้พรรคการเมืองต้องปฏิบัติ ดังนั้นจุดเริ่มต้นที่จะต้องเริ่มทำก่อนคือเรื่องของสมาชิก ถ้าตรงนี้ไม่เรียบร้อยก็ไปทำอย่างอื่นต่อไม่ได้ ซึ่งกฎหมายบัญญัติว่าต้องทำให้เรียบร้อยภายใน 90 วัน

นายองอาจตอบในประเด็นคำถามที่ว่าเหตุใด คสช. ถึงยังไม่ปลดล็อคในขณะนี้ว่า ตนเข้าใจสิ่งที่นายกฯ ประยุทธ์ ได้อธิบายล่าสุดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งในกฎหมายพรรคการเมืองนั้น คิดว่าอาจจะต้องมีการแก้ไขบางส่วน รวมทั้งอาจจะต้องทำให้สามารถปฏิบัติได้ เพราะตอนที่ออกมาเป็นร่างกฎหมาย หรือตอนกฎหมายผ่านใหม่ๆ แม้จะมีการท้วงติงบ้าง แต่ก็ยังไม่เห็นปัญหา แต่พอเริ่มได้ปฏิบัติก็จะเห็นหลายส่วน จึงคิดว่าตรงนี้เป็นส่วนหนึ่ง

อย่างไรก็ดี การปลดล็อคหรือการยกเลิกคำสั่ง คสช. นั้น คสช. อาจจะออกคำสั่งใหม่ที่อนุญาตให้ทำเรื่องที่ไม่ไปกระทบกับความมั่นคงก็ได้ เช่น ยังไม่อนุญาตให้ชุมนุมทางการเมือง แต่อาจสามารถอนุญาตให้ทำอย่างอื่นได้ จนถึงระยะเวลาที่เห็นว่าเหมาะสมที่ควรจะสามารถดำเนินการได้ตามปกติ เพื่อให้พรรคการเมืองปฏิบัติตามกฎหมายได้โดยที่ไม่ต้องใช้อำนาจอื่นมาออกเป็นคำสั่งต่อไป

เมื่อได้ถามถึงความเห็นเกี่ยวกับกระแสการปรับ ครม. นายองอาจกล่าวว่า คงเลี่ยงลำบากแล้ว อาจจะต้องปรับค่อนข้างมาก แม้จุดเริ่มต้นอาจจะเกิดมาจากกระทรวงแรงงานที่รัฐมนตรีลาออก เมื่อรัฐมนตรีแรงงานว่าง ก็ต้องมีการตั้งรัฐมนตรีใหม่ อีกทั้งขณะนี้เสียงวิจารณ์ของคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลนี้ก็มีค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเศรษฐกิจระดับรากหญ้ามีปัญหามาก คิดว่าไปที่ไหนก็ได้ยินเสียงบ่น อีกอันคือราคาสินค้าการเกษตรตกต่ำ แม้เราอาจจะได้ยินเรื่องยางพารา แต่จริงๆ แล้วมีพืชอื่นๆ อีกมาก เช่นสัปปะรด และผลไม้อื่นๆ แน่นอนที่สุดพอมีพูดถึงเรื่องการปรับครม. ทุกคนก็เลยพุ่งเป้าว่าก็ควรจะปรับทีมงานทางด้านเศรษฐกิจ ทีมงานที่จะมาแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้านลืมตาอ้าปากได้ ให้คนยากคนจนได้มีสภาพคล่องมากขึ้น ให้ราคาสินค้าเกษตรดีขึ้น

นายองอาจกล่าวต่อไปว่า โดยการปรับครม. นี้ก็ไม่อยากไปมองว่าเป็นเรื่องของทหาร หรือไม่ทหาร ถ้าทหารคนไหนที่ยังทำงานดีก็เอาไว้ได้ ถ้าคนไหนทำงานไม่ดีก็ควรจะเปลี่ยน พลเรือนก็เช่นเดียวกัน ตนคิดว่าควรเอาเรื่องของผลงานเป็นตัวตั้ง ท่านพึงพอใจในงานที่เขาทำหรือไม่ ประชาชนพึงพอใจหรือไม่ แต่ไม่ควรเอาเรื่องการเป็นพลเรือน หรือเป็นทหารเป็นตัวตั้ง และควรฟังเสียงสะท้อนต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้นำรัฐบาลด้วย และควรนำไปเป็นข้อมูล เพื่อไตร่ตรองดู ไม่ว่าจะเป็นกรณีราคาสินค้าเกษตรตกต่ำก็ดี เรื่องเศรษฐกิจระดับรากหญ้ามีปัญหา เสียงสะท้อนเหล่านี้ไม่ใช่เป็นการพูดเฉพาะกลุ่ม สองกลุ่ม หรือคนสองคน แต่พูดกันแทบจะทั่วไปหมดเลย ไม่ว่าจะไปที่ไหนเราสามารถสัมผัสได้เกือบทั้งนั้น แม้แต่ตนไปเยี่ยมร้านเสริมสวยก็ยังได้ยินเสียงบ่น และการจะหาบุคคลมาดำเนินการก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่การปรับเปลี่ยนนโยบายก็คงเป็นเรื่องจำเป็น เรายังมีเวลาอีก 1 ปี เราไม่ควรใช้เวลา 1 ปีนี้โดยเปล่าประโยชน์ เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าท่านได้พยายามแก้ไขปัญหา ซึ่งก็จะเป็นผลสะเทือนต่อรัฐบาล ต่อความเชื่อมั่นต่อไปอีก และจะเป็นผลสะเทือนในเรื่องเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นหากมีการปรับครม. ก็น่าจะเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมมากกว่าที่จะปล่อยให้เป็นอยู่เหมือนปัจจุบัน

ทั้งนี้นายองอาจมองเรื่องการตั้ง 6 คำถามของนายกฯ เป็นกลยุทธ์หนึ่งของการเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่ง 6 คำถามดังกล่าว เป็นการหวังผลทางการเมืองอย่างชัดเจน ส่วนจะหวังผลไปถึงขั้นไหนอย่างไร ถึงการตั้งพรรคหรือไม่นั้น ขณะนี้นายกฯ ยังมีทางเลือกที่จะเดินได้อีกหลายทาง แต่คงยังไม่ถึงขั้นตัดสินใจอะไรชัดเจนในเรื่องต่างๆ เหล่านี้ ซึ่ง 6 คำถามนี้ก็เป็นสิ่งต่อเนื่องมาจาก 4 คำถามที่เคยถามไว้เมื่อ 6 เดือนก่อนที่แล้ว และตนก็เคยพูดไว้ว่าตอนที่ท่านถาม 4 คำถามเป็นกลยุทธ์การเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อหวังผลทางการเมือง มาคราวนี้ก็เช่นเดียวกัน

ส่วนในช่วงท้าย นายองอาจแสดงความเป็นห่วงกรณีเรื่องของยางพาราว่า อย่าไปใช้อำนาจในการแก้ปัญหา การที่เขาอยากจะมาบอกกล่าวถึงปัญหาก็อย่าไปกักตัวเขา รัฐบาลควรพยายามหาทางให้มีเวทีในการพบปะพูดคุยกันให้มากที่สุด เพราะพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง เขาทำงานด้านนี้มาตลอดชีวิต เขาก็รู้สภาพความเป็นจริง และเขาก็รู้ว่าข้อผิดพลาดของการบริหารจัดการเรื่องนี้คืออะไร เพราะฉะนั้นคนมีอำนาจในรัฐบาล ก็คงต้องฟังเสียงพี่น้องเกษตรกรที่เขาคลุกคลีกับเรื่องนี้มาทั้งชีวิตเช่นเดียวกัน ดังนั้นวิธีการพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกันเป็นวิธีการที่ดีที่สุด อย่าใช้อำนาจ หรืออะไรที่เกินเลยไป จนทำให้อาจจะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว อันจะเพิ่มปัญหาใหม่ขึ้นมาอีก




ข่าวอื่นๆ